ประเภทของยาเสพติดให้โทษ

ประเภทของยาเสพติดให้โทษ ในปัจจุบันยาเสพติดให้โทษของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ

 (1) ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงเช่นเฮโรอีน (Heroin)

(2) ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไปเช่นมอร์ฟีน (Morphine) โคคาอีน (Cocaine) โคเดอีน (Codeine) ปืนยา (Medicinal Opium)

(3) ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

(4) ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือประเภท 2 เช่นอาเซติคแอนไฮไดรด์ (Acetic Anhydride) ananaals (Acetyl Chloride) และกัญชงปัจจุบันมีเพียง 5 ชนิดนี้เท่านั้น สล็อต ออนไลน์

(5) ประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 ได้แก่ กัญชาฝนพืชกระท่อมเห็ดขี้ควาย

 

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ 6 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, เพิ่มโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2530 8 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 4 7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 10 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 9 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 11 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 7 (3) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2530 112 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

 

สถานะทางกฎหมายของกัญชา

สถานะทางกฎหมายของกัญชาถึงแม้ว่ากัญชาจะเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษก็ตาม แต่ตามกฎหมายแล้วไม่ว่ารัฐมนตรีจะประกาศให้อยู่ในประเภทใดหรือไม่ประกาศหรือจะประกาศยกเลิกกัญชาออกจากยาเสพติดให้ไปอยู่ส่วนอื่นใดนั่นก็เป็นเพียงการใช้อำนาจทางปกครองในการบริหารจัดการ (อำนาจของฝ่ายบริหาร) ซึ่งไม่อาจลบล้างอำนาจการบัญญัติกฎหมาย (อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ) ได้ดังนั้นกัญชายังคงมีสถานะเป็นยาเสพติดตามกฎหมายโดยเป็นชนิดพิเศษแยกต่างห่างจากชนิดอื่น ๆ ในประเภทเดียวกันและมีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ (เฉพาะกรณีกัญชา) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมีระเบียบวิธีการขั้นตอนในการขออนุญาตที่แตกต่างออกไป 4 12 1.3 บทลงโทษยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 515 ผลิต / นำเข้า / ส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตคือจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 500,000 บาทหากกระทำเพื่อจำหน่าย (มีปริมาณตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปสันนิษฐานว่าเพื่อจำหน่าย) มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปีและปรับตั้งแต่ 100,000 1,500,000 บาทหากเป็นพืชกระท่อมมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาทจำหน่ายมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต (หากครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่าเพื่อจำหน่าย)-โดยทั่วไปหากปริมาณไม่ถึง 10 กิโลกรัมมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ-แต่หากมีปริมาณตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปีและปรับตั้งแต่ 100,000 1,500,000 บาทกรณีพืชกระท่อมปริมาณไม่ถึง 10 กิโลกรัมมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากมีปริมาณตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาทครอบครองโดยได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับหากเป็นพืชกระท่อมมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาทเป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องการผลิตและจำหน่ายกัญชากำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปดังนั้นเกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่ต้องรู้และเข้าใจก่อนที่จะนำกัญชา-กัญชงไปใช้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายใหม่ที่เราเข้าใจกันง่ายๆคือการปลดล็อกกัญชาโดยมีการประกาศให้ใช้บังคับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 มาตรา 26/2 ความว่า“ (1) ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการการแพทย์การรักษาผู้ป่วยหรือการศึกษาวิจัยและพัฒนาทั้งนี้ให้รวมถึงการเกษตรกรรมพาณิชยกรรมวิทยาศาสตร์หรืออุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ด้วยซึ่งได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการปลูกกัญชาจึงได้รับความสนใจในวงกว้างโดยเกษตรกรผู้ปลูกต้องมีการส่งข้อมูลสำคัญในการขออนุญาตปลูกพืชกัญชาคือการรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนขั้นตอนการเตรียมสถานที่และการขออนุญาตปลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (พ.ร.บ. ) ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุชัดเจนว่าจะต้องอยู่ในการควบคุมของรัฐโดยหน่วยย่อยที่สุดในการขออนุญาตร่วมปลูกได้คือวิสาหกิจชุมชนซึ่งในความหมายคือการรวมตัวกันของประชาชนมากกว่า 7 คนขึ้นไปที่ปลูกพืชชนิดอื่น ๆ อยู่แล้วและได้รับใบอนุญาตเป็นวิสาหกิจชุมชนหลังจากนั้นนำใบอนุญาตไปขึ้นทะเบียนปลูกกัญชาเพิ่มกับอย. โดยทางกฎหมายวิสาหกิจชุมชนต้องปลูกร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต. ) โดยมีผู้อำนวยการรพ. สต. ร่วมกับประธานวิสาหกิจชุมชนถือใบอนุญาตคู่กันจนเกิดเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายเพื่อความสะดวกให้กับประชาชนการขออนุญาตนั้นสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือติดต่อโดยตรงที่อย. เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้อย่างเต็มที่อย่างไรก็ตามช่อดอกใบรองดอกและเมล็ดกัญชายังเป็นยาเสพติดอยู่ดังนั้นต้องปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่ถูกกฎหมายซึ่งขอรับเมล็ดพันธุ์ได้จากเขตสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข (ส ธ .) ในจังหวัดของตนเองตามบทเฉพาะกาลของพ. ร. บ. ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 7 ในระยะ 5 ปีแรกจะไม่อนุญาตนำเข้าทุกส่วนของกัญชงยกเว้นเมล็ดเพื่อการปลูกเท่านั้นไม่สามารถนำเข้าเมล็ดเพื่อนำมาสกัดทำในเชิงพาณิชย์ได้ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากกัญชงจะต้องเป็นสิ่งที่ปลูกใช้ภายในประเทศเท่านั้นไม่สามารถนำเข้าส่วนใดของกัญชงยกเว้นเมล็ดที่จะนำมาปลูกเพราะหากเปิดให้นำเข้าจากภายนอกได้เกษตรกรไทยก็จะปลูกไม่ทันทำให้เสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจไทย

เข้าสู่ระบบ  
รับเครดิตฟรี
สมัครสมาชิก