พะยอม

พะยอม Shorea roxburghii G.Don

ชื่ออื่น กะยอม ขะยอม ขะยอมดง พยอมดง แดน เชียง เชี่ยว สุกรม พะยอมทอง ยางหยวก เมื่อครั้งที่สุนทรภู่เดินทางไปนมัสการพระแท่น- พะยอมเป็นไม้ที่ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของคนไทย คงรัง ที่อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างทาง มาช้านาน เนื่องจากเป็นพรรณไม้ที่มีประโยชน์หลาก ท่านได้พรรณนาถึงความงามของดอก พะยอม ที่ หลาย ในค้านสมุนไพร เปลือกนำมาต้มน้ำดื่มเป็นยา ออกดอกเป็นพวงระย้า ส่งกลิ่นหอมระรื่นไว้อย่างน่า สมาน แก้ท้องเดินและลำไส้อักเสบ คอกเข้ายาหอม ประทับใจ "ระรวยรื่นชื่นหอมพะยอมสด บำรุงหัวใจ ลดไข้ ส่วนชาวสวนที่ทำน้ำตาลมะพร้าวสล็อต ออนไลน์ จะนำเปลือกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ที่รอง คันธรสโรยร่วงพวงเกสร น้ำตาลสดจากต้นมะพร้าวเป็นสารกันบูด เนื้อไม้นำมา ต้องพระพายชายช่ออรชร ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น เสา รอด ตง พื้น ฝา และ แมลงภู่ฟอนเฝ้าเคล้าประคองชม ไม้หมอนรถไฟ แมลงภู่เป็นคู่ของบุปผา บุราณว่าเห็นจริงทุกสิ่งสม หญิงกับชายก็เป็นคู่ชู้อารมณ์ ชั่วปฐมกัปกัลป์พุทธันดรฯ"

 

ลักษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาคกลาง สูง 15-25 ม. ลำต้นตรง กิ่งอ่อนเกลี้ยง เรือนยอดเป็นพุ่มแคบๆ เปลือกหนาสีน้ำตาลหรือเทา เป็นสะเก็ดหนาและแตก เป็นร่องตามยาว ใบ เป็นใบเคี่ยวรูปขอบขนานแคบๆ กว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 8-10 ซม. โคนใบมน ปลายใบมนหรือหยัก ขอบใบมักเป็นคลื่น เนื้อใบเกลี้ยงเป็นมัน มีเส้นแขนงใบ 15-20 คู่ ก้านใบยาว 2-2.5 ชม. ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ตามปลายกิ่ง หรือตามกิ่ง เหนือรอยแผลใบ มีดอกย่อยจำนวนมาก สีขาว กลิ่นหอมจัด กลีบเลี้ยงเกลี้ยง สีขุ่น มี 5 กลีบ เรียงบิด ผล เป็นผลแห้งรูปกระสวย กว้าง 1 ชม. ยาว เป็นที่รู้กันดีว่า พะยอมถือเป็นไม้มงคลที่คนนิยม 2 ซม. ปีกสั้น 2 ปีก ยาว 2 ซม. ปีกยาว ยาวประมาณ ปลูกกันตามบ้าน ด้วยมีความเชื่อว่าหากบ้านใดปลูก 8 ซม. มีเส้นปีก ปีกละ 10 เส้น พะยอมไว้ประจำบ้านจะทำให้คนบ้านนั้นมีอุปนิสัยอ่อนน้อม เมล็ด กลมรียาว 1 ซม. ถ่อมตน เป็นบุคคลที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจและได้รับการ อุปถัมภ์ค้ำชูจากผู้อื่น ด้วยความที่เป็นพรรณไม้ที่มีทั้ง การขยายพันธุ์ ความสวยงามและมากด้วยประโยชน์ กวีในสมัยต่างๆ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เป็นพรรณไม้ที่ใช้ใน จึงมักพรรณนาถึงพะยอมไว้ในวรรณคดีหลายต่อหลาย การปลูกป่าชนิดหนึ่ง เนื่องจากทนแล้งได้ดี ถึงแม้ว่า เรื่อง อาทิ บทละครเรื่องอิเหนา ลิลิตพระลอ เสภา จะเจริญเติบโตค่อนข้างช้า เรื่องขุนช้างขุนแผน โคลงโลกนิติ และพระอภัยมณี เป็นต้น พะยอมเป็นไม้ต้นขนาคกลาง พบกระจายในป่า เบญจพรรณแล้ง ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังทั่วประเทศ แต่มีมากในภาคเหนือที่ระดับความสูง 100-1,000 ม. เติบโตได้ดีในพื้นที่แห้งแล้ง แต่เป็นไม้ที่โตช้าและ ออกดอกเพียงปีละครั้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภา- พันธ์ การปลูกพะยอมจึงต้องอาศัยความอดทนและมี ใจรักอย่างแท้จริงจึงจะได้เชยชมคอกที่สะพรั่งบาน พร้อมกันทั่วทั้งต้น และส่งกลิ่นหอมอันแสนจรุงใจ ดอกออกเป็นช่อใหญ่ ตามปลายกิ่ง หรือตามกิ่ง กลีบคอกสีขาว กลิ่นหอมจัด

 

 

โพสามหาง

 

โพสามหาง Symingtonia popumea (R. Br. ex Griff.) Steenis

ชื่ออื่น นอกจากจะเป็นแหล่งก่อกำเนิดต้นน้ำลำธารเพื่อ หล่อเลี้ยงชีวิตแล้ว ยอดคอยอินทนนท์ยังเป็นเสมือน อุทยานแห่งชาติคอยอินทนนท์เป็นพื้นที่ต้นน้ำ แผ่นดินแม่ผู้ให้กำเนิดระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ ไม่ ลำธารที่สำคัญของแม่น้ำปิง ให้กำเนิดแม่น้ำลำธาร หลายสาย ที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำแม่วาง ลำน้ำแม่กลาง เพียงแต่จะอุคมพร้อมทั้งไม้ใหญ่คึกคำบรรพ์ หรือไม้หา ลำน้ำแม่ยะ ลำน้ำแม่หอย ลำน้ำแม่แจ่ม และลำน้ำ ยากเท่านั้น บนจุดสูงสุดแห่งสยามประเทศยังเป็นแหล่ง ให้กำเนิดไม้พุ่มหรือไม้ขนาคกลาง ทรงสวยงามอย่าง แม่เตี๊ยะ ซึ่งลำน้ำเหล่านี้จะไหลผ่านและหล่อเลี้ยงชุมชน โพสามหาง อีกด้วย ชื่อของโพสามหางถูกเรียกตาม ต่างๆ ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอ ลักษณะของใบที่อวบอ้วนคล้ายใบโพธิ์ ทว่ามีแฉก ฮอด อำเภอแม่วาง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัด 3 แฉกงอกเงยคล้ายหางขึ้นมาอีกเล็กน้อย ผู้ที่พบเห็น เชียงใหม่ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิง จึงเรียกพืชชนิดนี้ว่า โพสามหาง

 

คอกออกเป็นกระจุกแน่น เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 ชม. โพสามหาง เป็นพรรณไม้ในวงศ์ Hamame- lidaceae มีเขตการกระจายพันธุ์ตามป่าดิบเขา พบตั้งแต่ อินเดีย เนปาล ภูฏาน จีนตอนใต้ พม่า เวียดนาม คาบสมุทรมลายู และบอร์เนียว ในประเทศไทยพบทาง ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่บนคอยอินทนนท์ และ ทางภาคใต้ที่จังหวัคยะลา ขึ้นตามสันเขาในป่าดิบเขา ระดับความสูง 1,400-2,200 ม. เท่านั้น ด้วยข้อจำกัด ทางธรรมชาติ จึงทำให้พบโพสามหางได้ยากตามพื้นที่ ป่าทั่วๆ ไป ประกอบกับสถานการณ์ป่าไม้ในปัจจุบันที่ ถูกรุกรานและทำลายไปมากด้วยน้ำมือมนุษย์ จึงเป็นการ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ให้แก่บรรดาไม้ที่หายาก อยู่แล้ว ซึ่งมีโพสามหางเป็นหนึ่งในนั้น ด้วยคุณสมบัติของโพสามหางที่ขึ้นอยู่ตามพื้นที่ บนเขาสูงที่ระดับ 1,400-2,200 ม. โพสามหางจึงเป็น พรรณไม้ที่ใช้วัคดัชนีบ่งบอกความอุคมสมบูรณ์ของผืน ป่าบนพื้นที่ระดับสูงได้ หากผืนป่าดิบเขาบนยอดเขาสูง ยังมีโพสามหางเจริญงอกงามดีอยู่ ก็หมายถึงว่า ระบบ นิเวศวิทยาของไทยยังคงสมบูรณ์ดีนั่นเอง ลักษณะพรรณไม้ ต้น ไม้ต้นขนาคกลางถึงขนาคใหญ่ สูง 15-30 ม. แตกกิ่งน้อย มีใบเฉพาะตอนปลายกิ่ง หูใบรูปไข่กลับ ยาว 1.5-2.5 ซม. เกลี้ยง หนา หลุดร่วงง่าย ใบ เป็นใบเคี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปฝามือ มี 3-5 แฉก ยาว 5-16 ชม. ปลายใบแหลม โคนใบมน กลมหรือกึ่งรูปหัวใจ แผ่นใบหนา เส้นโคนใบ 3-5 เส้น ก้านใบยาว 2-6 ซม. ดอก ออกเป็นช่อกระจุกแน่น เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1.5 ชม. ไม่มีกลีบเลี้ยง กลีบดอก 2-7 กลีบ ผล แบบแคปซูล ติดกันเป็นช่อกระจุกแน่น แข็ง มี 7-11 ผล ในแต่ละช่อ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-2.5 ชม. ก้านช่อยาว 1.5-2.5 ซม. เมล็ด สีน้ำตาลเข้ม รูปรี มีปีก การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ชื่อถูกเรียกตามลักษณะของใบ ที่อวบอ้วนคล้ายใบโพธิ์ มี 3 แฉกคล้ายหาง

เข้าสู่ระบบ  
รับเครดิตฟรี
สมัครสมาชิก