โมลีสยาม

โมลีสยาม Recvesia pubescens Mast, var. siamensis (Craib) Anthony ชื่ออื่น พรรณไม้คอกหอมที่มีชื่อโดคเด่นเป็นสง่าว่า โมลี- สยาม และมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่มีคำระบุชื่อพันธุ์ (var.) ว่า siamensis นี้ ได้ถูกตั้งขึ้นให้เป็นเกียรติแก่ประเทศ ไทยในการสำรวจพบครั้งแรกโดยหมอคาร์ ชาวไอริช เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2465 ที่อำเภอด่านช้าย จังหวัด เลย ในระดับความสูง 1,300 ม. โมลีสยามเป็นพืชถิ่นเดียวของไทย ขึ้นอยู่เฉพาะ แห่งในป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา ที่ระดับความสูง 1,000- 1,500 ม. มีกระจายพันธุ์อยู่ในจังหวัดเลย นครนายก กาญจนบุรี และเพชรบุรี โดยจะออกคอกระหว่างเดือน สิงหาคมถึงอันวาคม ถือเป็นอีกหนึ่งพรรณไม้ที่หายาก และขยายพันธุ์ได้ยาก เนื่องจากการขยายพันธุ์ โมลีสยามยังสามารถกระทำได้เพียงการเพาะกล้า วิธีเดียว ส่วนการขยายพันธุ์วิธีอื่นยังกระทำไม่ได้ผล อีกทั้งต้นกล้าของโมลีสยามยังเจริญเติบโตได้ไม่ดี ในสภาพพื้นราบ เป็นพรรณไม้ที่ไม่ค่อยปรับตัว และ เจริญเติบโตช้า ดังนั้นใครที่สนใจอยากขยายพันธุ์ โมลีสยาม จึงควรแยกปลูกต้นกล้าและบำรุงรักษา เป็นการเฉพาะบนพื้นที่ระดับสูงและมีอุณหภูมิต่ำสล็อต ออนไลน์ โมลีสยามถือเป็นพรรณไม้ที่มีศักยภาพที่จะปลูก เป็นไม้ประดับ หรือไม้โชว์ทรงพุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ระดับสูงที่เป็นอุทยานแห่งชาติ เขตอนุรักษ์พันธุ์ สัตว์ป่า หรือพื้นที่อนุรักษ์ตันน้ำ นอกจากนั้น การนำ โมลีสยามไปปลูกในลานกว้างเป็นกลุ่มหรือเป็นแปลงจะ ทำให้โมลีสยามมีความโดดเด่นในช่วงที่ออกดอก สามารถนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ และใช้ ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ดี

 

ลักษณะของโมลีสยาม

 

ลักษณะพรรณไม้ ต้น ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 8-15 ม. มีเส้นผ่า- ศูนย์กลางของลำต้นในระดับอก 20-50 ชม. เปลือก ลำต้นหนา สีน้ำตาลอมขาว ลำต้นแตกกิ่งต่ำ กิ่งอ่อน ใบอ่อน และช่อดอกปกคลุมด้วยขนนุ่ม มีใบเฉพาะส่วน ปลายยอดเป็นพุ่มกลม ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีจนถึงรูปขอบ ขนาน กว้าง 4-7 ชม. ยาว 9-15 ชม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบไม่เด่นชัด ปลายเส้นเชื่อมประสานกันก่อน ถึงขอบใบ ก้านใบยาวเรียวโคนก้านบวมพองเล็กน้อย ดอก ดอกออกที่ปลายยอด เป็นช่อใหญ่คล้าย ดอกเข็ม ดอกตั้งขึ้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางของช่อคอก ผล รูปกลมรี เป็นพูดามยาว สีเขียวอ่อนมีขน 10- 15 ซม. หอมอ่อนๆ มีดอกย่อยหลายสิบดอก ปกคลุม เมื่อแก่แตกระหว่างพูคล้ายผลทุเรียน ดอกย่อยบานพร้อมกันทั้งช่อดอก โคนกลีบดอกเป็น เมล็ด เล็ก มีปีกสั้นๆ ยาว 3-4 มม. หลอดยาว 1- 1.5 ชม. ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีขาวนวล เป็นแผ่นบางตรงกลางสีเหลืองส้ม เมื่อบานมีเส้นผ่า- การขยายพันธุ์ ศูนย์กลาง 0.8- 1.2 ชม. มีเกสรเพศเมียยื่นยาว 2 ชม. ขยายพันธุ์โดยการเพาะกล้า แล้วปลูกลงแปลง ตรงปลายเป็นกระเปาะกลมสีเหลืองเข้ม คอกบานและ กลางแจ้งในที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น ส่งกลิ่นหอมอยู่ได้หลายวัน

 

กระดังงาเขา

 

กระดังงาเขา Polyalthia jenkensii Hook.f.& Thomson ชื่ออื่น - กระดังงาเขา เป็นไม้ป่าดอกหอมอีกชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จากบรรดานักเลง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ ตรัง และสงขลา ที่ระดับความสูงไม่เกิน 500 ม. เรื่อยไปจนถึงตอนเหนือ ต้นไม้ เพราะด้วยคุณสมบัติที่ดอกมีสีเหลืองเข้ม ของประเทศมาเลเซีย กระดังงาเขาเป็นพรรณไม้ที่มี สวยงาม มีกลิ่นหอมแรงคล้ายดอกกระดังงา และกลีบ การกระจายพันธุ์ต่ำ แม้ว่าเมื่อติดผลแล้วจะมีผลย่อย ดอกใหญ่ มีต้นขนาคไม่ใหญ่โตมากนักและมีทรงพุ่ม จำนวนมากถึง 40 ผล แต่โอกาสที่จะร่วงสัมผัสกับ กะทัดรัด จึงทำให้พรรณไม้ชนิคนี้เป็นที่ต้องการ พื้นดินที่ว่างเปล่าและงอกเป็นต้นกล้าได้น้อยมาก หรือ อย่างมากในตลาดต้นไม้ ถ้างอกขึ้นมาแล้ว หากสภาพความชื้นและแสงแด "กระดังงาเขา" เป็นพรรณไม้สกุลยางโอน ไม่เพียงพอต้นอ่อนก็จะค่อยๆ ตายไป ส่งผลให้มีจำนวน ในวงศ์กระดังงา กระจายพันธุ์อยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ต้นที่เจริญเติบโตและออกคอกออกผลได้เพียงไม่กี่ต้น

 

ลักษณะของกระดังงาเขา

 

ผลเป็นผลกลุ่ม สีเขียวอ่อน มีผลย่อย 15-40 ผล ลักษณะพรรณไม้ ต้น เป็นไม้ต้นขนาคเล็ก สูง 6-10 ม. ลำต้น เปลาตรง แตกกิ่งเป็นพุ่มสูง ทรงพุ่มชะลูด ใบ รูปหอกแกมรูปขอบขนาน ยาว 10-15 ชม. มีใบเฉพาะที่ปลายกิ่ง เนื้อใบค่อนข้างบาง เหนียว สีเขียวเข้มเป็นมันวาว ดอก เป็นคอกเคี่ยวที่ซอกใบ กลีบคอกมี 6 กลีบ สีเหลืองเข้ม แต่ละกลีบมีลักษณะและขนาคใกล้เคียง กัน เมื่อบานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 ชม. ผล เป็นผลกลุ่ม มีผลย่อย 15-40 ผล แต่ละผล รูปรียาว 1- 1.5 ชม. เมื่อแก่แล้วเปลือกผลนิ่ม และ เปลี่ยนเป็นสีแดง เมล็ด สีขาว รูปกลมรี ยาว 8-10 มม. การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง แม้จะได้ชื่อว่ากระดังงาเขา แต่ก็มีความแตกต่าง จากกระดังงาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากคอกที่ มีกลีบรูปรี ต่างจากกระดังงาที่มีกลีบเรียวยาว แต่ที่ได้ ชื่อว่ากระดังงาก็เนื่องมาจากกลิ่นหอมที่คล้ายคอก กระดังงา และขึ้นอยู่บนภูเขาจึงได้ชื่อว่า กระดังงาเขา ด้วยความที่เป็นพรรณไม้หายาก กระดังงาเขา จึงเป็นพรรณไม้ที่มีคุณค่าชนิดหนึ่งของไทย ทำให้มี ความพยายามที่จะขยายพันธุ์กระดังงาเขาด้วยวิธีการ ต่างๆ เช่น การเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง ทั้งนี้เพื่อ เป็นการอนุรักษ์ไม้คอกหอมที่มีคุณค่านี้ให้เป็นที่รู้จัก อย่างกว้างขวางมากขึ้น ควรให้มีการปลูกแพร่หลายขึ้น เพื่อจะได้ไม่สูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม กระดังงาเขาชอบ สภาพพื้นที่เป็นป่าดิบขึ้น มีร่มเงา และมีความชื้นสูง จึง ต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม ตรงตามความต้องการของ กระดังงาเขา จึงจะปลูกเลี้ยงได้เจริญเติบโตดี และ ออกคอกเคี่ยวที่ซอกใน กลีบคอกมี 6 กลีบ สีเหลืองเข้ม ออกดอกได้สวยงาม

เข้าสู่ระบบ  
รับเครดิตฟรี
สมัครสมาชิก